เรื่องน่ารู้สำหรับประชาชน

หน้าแรก > บุคคลทั่วไป > เรื่องน่ารู้สำหรับประชาชน > บทความ: อุจจาระร่วง

หัวข้อ : บทความ: อุจจาระร่วง

อุจจาระร่วง
 
น.อ.ธนาสนธิ์ ธรรมกุล
หน่วยโรคติดเชื้อกองอายุรกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย
 
อาการอุจจาระร่วงเป็นอาการที่พบบ่อย ซึ่งเกือบทุกคนคงเคยมีอาการนี้มาก่อน บางคนอาจคิดว่าไม่ใช่เรื่องร้ายแรง 
แต่ความจริงแล้วอาการอุจจาระร่วงเป็นเรื่องที่มีความส าคัญ เพราะอาจน าไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง เช่น ไตวาย
หรือถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ หรืออาจมีการระบาดเป็นวงกว้างท าให้มีผู้ป่วยจ านวนมาก 
นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุที่ส าคัญของการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะยาต้านจุลชีพ ท าให้มีการเสียค่าใช้จ่าย
โดยไม่จ าเป็นและยังน าไปสู่การเกิดเชื้อจุลชีพดื้อยา
 
สาเหตุของอาการนี้มักเกิดจากสารพิษหรือเชื้อโรค ซึ่งอาจจะมีอยู่ตั้งแต่แรกในอาหารหรือน้ าที่เรารับประทาน หรือ
ปนเปื้อนภายหลังจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมือที่ปนเปื้อนแล้วไม่ได้ล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงหรือ
รับประทานอาหาร ซึ่งเรามักเรียกกลุ่มอาการอุจจาระร่วงที่มีสาเหตุมาจากอาหารหรือน้ าว่าโรคอาหารเป็นพิษ 
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นที่ท าให้มีอาการอุจจาระร่วงได้ เช่นบางคนรับประทานนมแล้วไม่ย่อย ยาบางชนิดเช่น ยา
ที่เป็นน้ าเชื่อม ยาปฏิชีวนะ หรือโรคล าไส้บางชนิดก็ท าให้มีอุจจาระร่วงได
 
บางครั้งท่านอาจจะสงสัยว่าทั้งๆ ที่รับประทานอาหารสุกแล้วก็ยังเกิดอาหารเป็นพิษ ท าให้มีท้องเสีย อาเจียนได้ 
ทั้งนี้เพราะสารพิษบางชนิดที่ตกค้างอยู่ในอาหารหรือน้ ามีความทนทานต่อความร้อน กรณีนี้มักพบในอาหารปรุง
สุกแล้วปล่อยทิ้งค้างไว้เป็นเวลานานโดยไม่ได้เก็บรักษาให้เหมาะสม เช่น ข้าวผัด หลังผัดทิ้งไว้ค้างคืนโดยไม่ได้ใส่
ตู้เย็นที่อุณหภูมิเหมาะสมแล้วน ามาอุ่น เชื้อจุลชีพที่เจริญในระหว่างนี้อาจปล่อยสารพิษไว้ เมื่อน าไปอุ่นความร้อน
สามารถท าลายเชื้อจุลชีพได้แต่ไม่สามารถท าลายสารพิษที่ตกค้างได้ ดังนั้นนอกจากต้องใส่ใจกับความสุก ความ
สะอาดของอาหาร และสุขอนามัยของผู้ปรุงอาหารหรือบริกรแล้ว ขั้นตอนในการเก็บรักษาอาหารเพื่อน ามาบริโภค
ซ้ าก็มีความส าคัญเช่นกัน
 
ในทางการแพทย์ เราให้ค านิยามของอาการอุจจาระร่วง ว่าคือการถ่ายอุจจาระเหลวหรือถ่ายเป็นน้ า ตั้งแต่3ครั้งขึ้น
ไปใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายเป็นมูกเลือด1ครั้งหรือมากกว่า ผู้ป่วยที่มีอาการอุจจาระร่วงอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย 
เช่นคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้องแน่นท้อง บางรายอาจมีไข้ ผู้ป่วยอาจมีอาการเนื่องจากการขาดน้ าและเกลือแร่ เช่น
อ่อนเพลีย ไม่มีแรงกระหายน้ า หน้ามืด ในรายที่มีขาดน้ าและเกลือแร่อย่างรุนแรงอาจมีปัสสาวะออกน้อย ซึมลง
สับสน ความดันโลหิตต่ าได้
 
เราพอจะแบ่งกลุ่มอาการอุจจาระร่วงออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่นและ
กลุ่มที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการเด่น กลุ่มที่มีอาการอาเจียนเป็นอาการเด่นมีสาเหตุใหญ่อยู่ 2 สาเหตุ คืออาหารเป็นพิษจากสารพิษที่ทนความร้อนและการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหาร กรณีของที่เกิดจากสารพิษที่
ทนต่อความร้อน ผู้ป่วยมักมีอาการหลังรับประทานอาหารประมาณ 6-24 ชั่วโมง โดยมักมีประวัติรับประทาน
อาหารที่ทิ้งค้างไว้นาน ผู้ป่วยมักเริ่มต้นด้วยอาการอาเจียนมากร่วมกับปวดท้อง ต่อมาจึงมีถ่ายอุจจาระร่วงซึ่งมัก
เป็นไม่รุนแรง ส่วนกรณีของการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหารมักพบในเด็ก ส่วนใหญ่ติดต่อทางน้ าดื่มและ
อาหาร มีระยะฟักตัวประมาณ 18-72 ชั่วโมง มักเริ่มด้วยไข้ต่ าๆ ไอ หวัดเล็กน้อยซึ่งมักเป็นอยู่1-2 วัน ต่อจากนั้น
จะมีอาเจียน ปวดท้อง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย และมีอาการอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ า แต่จะไม่มีมูกเลือด
 
กลุ่มที่มีอาการอุจจาระร่วงเป็นอาการเด่นอาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่กลุ่มที่อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ ากับ
กลุ่มที่ถ่ายเป็นมูกปนเลือด ทั้งสองกลุ่มส่วนมากเกิดการรับประทานอาหารหรือน้ าที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มที่
อุจจาระเหลวหรือเป็นน้ า เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่เข้าไปสร้างสารพิษในล าไส้ ตัวอย่างของโรคในกลุ่มนี้เช่น
อหิวาตกโรค ส่วนกลุ่มที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกปนเลือด มักจะมีอาการไข้ปวดท้อง หรือปวดเบ่งที่ทวารหนัก ถ่าย
บ่อย โดยถ่ายแต่ละครั้งปริมาณไม่มาก ซึ่งอาจเรียกว่าเป็น’โรคบิด’ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ลุกลามเข้าไปในผนัง
ล าไส้ ท าให้มีล าไส้อักเสบ
 
ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่มีอาการอุจจาระร่วง มักเป็นชนิดที่อาการไม่รุนแรง อาจมีถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ าปนเนื้อ
ประมาณ 5-6ครั้งต่อวัน ไม่มีอาการของการขาดน้ าหรือเกลือแร่ เช่นไม่มีอาการอ่อนเพลียกระหายน้ า หน้ามืด หรือ
ซึมลง มักจะไม่มีไข้หรือมีเพียงไข้ต่ าๆ อาจจะมีปวดท้องหรืออาเจียนมากในระยะแรก แต่อาการมักจะดีขึ้นได้เอง
ใน 1-2วัน ผู้ป่วยในกลุ่มนี้อาจดูแลตัวเองไปก่อนได้โดยไม่จ าเป็นต้องพบแพทย์ มุ่งเน้นที่การทดแทนน้ าและเกลือ
แร่ให้เพียงพอโดยการดื่มน้ าเกลือแร่ และรับประทานยารักษาตามอาการ โดยไม่จ าเป็นต้องใช้ยาต้านจุลชีพ การ
รับประทานอาหารถ้าอุจจาระร่วงไม่มากสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ถ้ามีอาการมากแนะน าให้
รับประทานอาหารอ่อนที่ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก ซุป น้ าผลไม้ นมถั่วเหลือง ส่วนนมสดไม่ควรรับประทาน
เพราะอาจท าให้อุจจาระร่วงมากขึ้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด และไม่ควรรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก
 
ยาที่อาจรับประทานได้โดยไม่ต้องพบแพทย์ ได้แก่ยากลุ่มที่มีการออกฤทธิ์ดูดซับสารพิษ เช่น kaolin, pectin,
activated charcoal ซึ่งเป็นยาที่ปลอดภัย แต่ลดปริมาณอุจจาระได้ไม่มากไม่ท าให้อุจจาระร่วงหายเร็วขึ้น แต่ท าให้
อุจจาระมีลักษณะเป็นเนื้อมากขึ้น ส่วนยากลุ่มที่ลดการเคลื่อนไหวของล าไส้ เช่น loperamide (Imodium) สามารถ
ท าให้ถ่ายอุจจาระน้อยครั้งลง ยานี้ห้ามใช้ในรายที่ถ่ายอุจจาระเป็นมูกเลือดหรือมีไข้สูง อาจรับประทานในรายที่
ต้องท างานต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดงานได้หรือต้องเดินทางไกล แต่ถ้ารับประทานมากเกินไปอาจท าให้ท้องอืด
แน่นท้อง จึงไม่ควรเกินรับประทานเกิน 1-2 เม็ดต่อวัน กรณีที่รับประทานแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ ถ้ามี
อาการปวดมวนท้องอาจรับประทานยา hyoscine (buscopan) ซึ่งมีฤทธิ์ลดอาการบีบเกร็งของล าไส้ แต่ต้องใช้ด้วย
ความระมัดระวังเนื่องจากอาการปวดท้องอาจเกิดจากสาเหตุอื่นที่มีอันตราย ดังนั้นถ้าปวดท้องรุนแรง มีไข้ถ่ายมี
มูกปนเลือด หรือรับประทานยาแล้วไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย
 
ผู้ป่วยอุจจาระร่วงที่ควรปรึกษาแพทย์ได้แก่ผู้ป่วยที่มีอาการนานกว่า 2วัน มีอาการของการขาดน้ าและเกลือแร่ เช่น
กระหายน้ า ปากแห้ง เพลีย เวียนศีรษะหน้ามืด ปัสสาวะออกน้อย มีอาการปวดท้องหรือปวดเบ่งรุนแรง ถ่าย
อุจจาระเป็นเลือดหรือมูกปนเลือด และผู้ป่วยที่มีไข้สูง นอกจากนี้ในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุหรือผู้ที่มี
โรคประจ าตัวอาจพิจารณาพบแพทย์เร็วขึ้น
 
การป้องกันอาการอุจจาระร่วง ได้แก่รับประทานอาหารและน้ าที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งควรเริ่มตั้งแต่
อาหารสดที่ซื้อมา การเก็บรักษา การเตรียมหรือปรุงอาหาร สถานที่ในการเตรียมอาหาร การล้างมือบ่อยๆขณะ
เตรียมอาหารโดยเฉพาะเมื่อสัมผัสของสด อาหารที่ปรุงสุกแล้วควรเก็บใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ถ้าปล่อยทิ้งค้าง
ไว้นานควรเก็บรักษาไว้ในอุณหภูมิที่เหมาะสม นอกจากนี้การล้างมือก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการส าคัญในการป้องกัน
อาการอุจจาระร่วง ทั้งนี้เพราะมือของเราอาจสัมผัสกับเชื้อจุลชีพที่ปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม จึงควรล้างมือให้
สะอาดก่อนและหลังรับประทานอาหาร และภายหลังกิจกรรมต่างๆ ที่อาจท าให้มือปนเปื้อน เช่น หลังเข้าห้องน้ า
หลังปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม