เรื่องน่ารู้สำหรับประชาชน

หน้าแรก > บุคคลทั่วไป > เรื่องน่ารู้สำหรับประชาชน > บทความ: ความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

หัวข้อ : บทความ: ความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

ความรู้เรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
 
น.ท. พัทธยา เรียงจันทร์
หน่วยโรคติดเชื้อ กองอายุรกรรม โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช
สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย
 
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นโรคที่ยังเป็นปัญหาในทางการแพทย์ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศก าลังพัฒนา บาง
โรคมีผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง และอาจมีผลกับทารกที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้ออีกด้วย ในบทความนี้จะ
กล่าวถึงโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย การสังเกตอาการและการรักษาตลอดจนการป้องกัน 
 
1. โรคหนองใน มักเรียกกันโดยทั่วไปว่าหนองในแท้และหนองในเทียม ทั้งสองชนิดเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เป็นการ
ติดเชื้อที่เกิดที่ทางเดินปัสสาวะส่วนปลาย ระยะการฟักตัวของโรคประมาณ 2-5 วันหลังได้รับเชื้อส าหรับหนองใน
แท้ และอาจนานกว่านี้ในโรคหนองในเทียม หนองในแท้มีอาการปวด แสบขัดของทางเดินปัสสาวะ อาการดังกล่าว
จะชัดเจนในเพศชาย โดยหนองในแท้จะมีอาการมากว่าหนองในเทียม พบมีหนองข้นออกมาจากทางเดินปัสสาวะ
หนองในแท้มีอาการไม่ชัดเจนในผู้หญิง อาการปัสสาวะแสบขัดมีน้อยหรืออาจไม่มีเลย อาการอื่นที่อาจสังเกตได้
เช่นการมีตกขาว การมีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ที่ส าคัญคือหากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมการติดเชื้อ
จะลุกลามสู่มดลูก ปีกมดลูก เกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นฝีในช่องท้อง และอาจมีผลท าให้ระบบการสืบพันธุ์เสีย ไม่
สามารถมีบุตรได้ นอกจากนี้หากมีการกระจายของเชื้อเข้าสู่เลือดจะท าให้เชื้อกระจายไปทั่ว พบมีอาการของข้อนิ้ว
มือหรือนิ้วเท้าอักเสบ และติดเชื้อเป็นตุ่มหนองที่ผิวหนัง ปัญหาในด้านการรักษาของการติดเชื้อหนองในแท้ปัจจุบัน
คือเชื้อมีการดื้อต่อยาที่ใช้ในการรักษา ดังนั้นจึงควรติดตามผลการรักษาโดยเฉพาะการรักษาโดยยารับประทาน 
หากพบยังมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์
การรักษาโรคหนองในแนะน าให้การรักษาทั้งหนองในแท้และหนองในเทียมไปพร้อมกัน เนื่องจากพบการติดเชื้อ
ร่วมกันได้การรักษาหนองในเทียมไม่ยาก เชื้อไม่ดื้อยา ที่ส าคัญคือต้องรักษาผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยเพื่อให้หายขาด
ไม่กลับเป็นซ้า
 
2. โรคซิฟิลิส เป็นโรคที่มีความส าคัญคือมีอาการได้หลายระบบและอาจมีภาวะแทรกซ้อนถึงทุพพลภาพได้ การ
ติดเชื้อซิฟิลิสนอกเหนือจากทางเพศสัมพันธ์แล้ว ยังสามารถติดต่อได้ทางแม่สู่ลูก การสัมผัสแผลที่เกิดจากโรคใน
ระยะที่มีเชื้อจ านวนมาก ส่วนทางการได้รับเลือดโอกาสน้อยมากเนื่องจากได้มีการตรวจเลือดหาเชื้อก่อนที่จะให้กับ
ผู้ป่วย ระยะการฟักตัวของเชื้อซิฟิลิสอาจเร็วภายใน 3 วันหลังได้รับเชื้อหรืออาจนานเป็นเดือนได้ อาการที่พบใน
ระยะแรกคือแผลในบริเวณที่ได้รับเชื้อ แผลมีลักษณะขอบนูนแข็ง แผลดูเรียบและไม่เจ็บ เรียกกันว่าแผลริมแข็ง
บางครั้งผู้ติดเชื้อไม่ได้ใส่ใจและแผลนี้จะหายไปได้เองภายใน 3 ถึง 6 สัปดาห์ อาจพบมีต่อมน้ าเหลืองที่ขาหนีบโต
ร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมจะเข้าสู่ระยะที่สองของโรคซึ่งเป็นระยะที่เชื้อมีการแพร่กระจายไประบบ
ต่างๆของร่างกาย ลักษณะที่ส าคัญคือพบผื่นแดงตามตัว ผื่นนี้ไม่เจ็บ อาจมีอาการคันเพียงเล็กน้อย ลักษณะ
จ าเพาะคือผื่นนี้พบบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าร่วมด้วยซึ่งต่างจากผื่นที่เกิดจากโรคอื่น นอกจากนี้ซิฟิลิสที่ไม่ได้รับการ
รักษาอย่างเหมาะสมจะแฝงตัวอยู่ในร่างกายเป็นระยะเวลานาน สามารถติดต่อสู่ผู้อื่น และเกิดโรคแทรกซ้อนที่ส าคัญคือระบบประสาทและหลอดเลือด อาการทางระบบประสาทเช่น หลอดเลือดสมองตีบ โรคหลงลืม เสียการ
ทรงตัว  การพบแผลซิฟิลิสดังกล่าวต้องแยกจากแผลริมอ่อนซึ่งเป็นการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อีกชนิดหนึ่ง โรคแผลริมอ่อน
ลักษณะแผลจะดูไม่สะอาด ไม่เรียบ และมีอาการเจ็บ การวินิจฉัยซิฟิลิสท าได้โดยการตรวจวีดีอาร์แอล (VDRL)
ส่วนการรักษาอาจใช้ยารับประทานหรือยาฉีดขึ้นกับระยะของโรคและอาการที่เป็น 
 
3. โรคเริม เกิดจากเชื้อไวรัส การติดต่อของโรคเข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุอ่อนของผิวหนังเช่นที่ปากและที่อวัยวะ
สืบพันธุ์ ผู้ที่ติดเชื้อจะมีไวรัสแฝงอยู่ในร่างกายและสามารถติดต่อสู่ผู้อื่นทางน้ าลายและสารคัดหลั่งจากอวัยวะ
สืบพันธุ์ อาการของโรคเริมคือแผลเจ็บ แสบบริเวณเยื่อบุอ่อนเช่นปาก หรืออวัยวะสืบพันธุ์อาจเป็นแผลเดียวหรือ
หลายแผล ขนาดของแผลค่อนข้างเล็ก แผลโรคเริมนี้จะเกิดซ้ าเป็นๆหายๆ ขึ้นกับสภาพร่างกาย เช่นผู้ที่ภูมิ
ต้านทานต่ า ดื่มสุรา ความเครียด หรือพักผ่อนน้อย เชื้อไวรัสโรคเริมสามารถท าให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่ส าคัญคือ
การติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง การติดเชื้อที่ตา และการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารกแรกเกิด การมีแผลเริมที่อวัยวะ
สืบพันธุ์และต่อมาเกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง มีไข้ เป็นลักษณะส าคัญของการติดเชื้อที่เยื่อหุ้มสมอง ส่วนการติด
เชื้อสู่ทารกแรกเกิดมีความเสี่ยงสูงในรายที่มารดาติดเชื้อหรือมีอาการของเริมก าเริบในช่วงใกล้คลอด กรณีดังกล่าว
อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัสเริมและพิจารณาผ่าตัดคลอดแทนการคลอดตามปกติ
เชื้อไวรัสเริมเป็นไวรัสในจ าพวกเดียวกับงูสวัด มีอาการกำเริบเป็นๆหายๆได้เหมือนกัน ต่างกันตรงบริเวณที่เป็น 
ไวรัสงูสวัดท าให้เกิดตุ่มน้ าปวดแสบร้อนบริเวณผิวหนังที่ลำตัว หน้า แขนขา ซึ่งต่างกับไวรัสเริม การรักษาโรคเริมใช้
ยาทาหรือยารับประทานหรือฉีดเข้าหลอดเลือดขึ้นกับความรุนแรงและบริเวณที่ติดเชื้อ โรคเริมสามารถหายเองใน
ผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากและภูมิต้านทานปกติ
 
4. โรคหูด เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสซึ่งมีหลากหลายสายพันธุ์ การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ผ่านทางผิวหนัง โรคหูด
หงอนไก่มีลักษณะเป็นตุ่มนูนหรือเป็นติ่งเนื้อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ อาจมีอาการเจ็บหรือคัน ก้อนหูดยังสามารถ
พบได้ที่บริเวณอื่นเช่น ปากมดลูก ถุงอัณฑะ หูดขนาดเล็กอาจไม่มีอาการอะไรและหายเองได้ ก้อนหูดขนาดใหญ่
จะเป็นปัญหาที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์ โดยการรักษาสามารถใช้ยาป้ายในรูปของยาน้ า เจล หรือครีม หรืออาจใช้วิธีจี้ 
หรือผ่าตัด ขึ้นกับขนาดของหูด บริเวณที่เป็น และดุลยพินิจของแพทย์
โรคหูดสามารถรักษาหายขาดได้ แต่ไวรัสสาเหตุของโรคหูดบางสายพันธุ์เป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง ที่ส าคัญคือ
มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งทวารหนัก ผู้ที่ติดเชื้อเกิดเป็นหูดหงอนไก่ย่อมมีความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไวรัสหูดที่
เป็นสาเหตุของมะเร็งดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันการติดเชื้อหูดที่เป็นสาเหตุของมะเร็ง การตรวจคัดกรอง
มะเร็งปากมดลูกในสตรีที่มีความเสี่ยงยังมีความจำาเป็นต้องทำ
 
กล่าวโดยสรุปโรคติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์เกิดได้จากเชื้อต่างๆมากมาย การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ที่กล่าวมาย่อมมี
ความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่นๆ ได้แก่ไวรัสเอชไอวี ไวรัสตับอักเสบชนิดบี การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์สามารถท าให้
เกิดโรคแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้ ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุด ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมี
เพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง ในกรณีมีการติดเชื้อแล้วการตรวจเพิ่มเติม การรักษาให้หายขาด รวมทั้งการรักษาผู้ที่มี
เพศสัมพันธ์ด้วยจำเป็นต้องทำไปพร้อมกัน